เจาะโครงการ Skill/Credit Portfolio หลังพบความเชื่อมโยงกับ TH-AI Passport

Skill port 1
Skill port 1

 

 

 

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้เกิดข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการ “Skill/Credit Portfolio” หลังพบว่ามีความเชื่อมโยงบางประการกับกรณีโครงการ TH-AI Passport โดยเฉพาะรายชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคากลางและผู้ถือหุ้นบางส่วน จนทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ทั้งสองโครงการอาจไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกจากกัน แต่อาจมีความเชื่อมโยงในลักษณะเครือข่ายขนาดใหญ่

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมหน่วยงานหลายแห่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) มีวงเงินกว่า 5,413 ล้านบาท และภายหลังได้ถูกสั่งให้ทบทวนรายละเอียดของโครงการโดยรัฐมนตรี อว.คนปัจจุบัน ขณะที่บางกระทรวงได้เชิญหน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการดำเนินงานการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง (TOR)

Skill port 3

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเอกสาร “ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและรายละเอียดค่าใช้จ่าย (ราคาอ้างอิง)” กลับพบว่ามีบริษัทที่ได้รับเชิญเข้าร่วมประเมินราคากลางเพียง 3 ราย ได้แก่

 

1. บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

2. บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด

3. บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด

 

บริษัทที่เป็นไฮไลท์ของสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้เรียกได้ว่าสร้างความสงสัยต่อสังคมอย่างมาก แม้สัดส่วนการถือหุ้นจะไม่ได้อยู่ในระดับสูง แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าวก็ทำให้ตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการกำหนดราคากลางของโครงการ มีความสัมพันธ์กันในระดับใด และความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อความโปร่งใสที่บริษัทจะต้องแข่งขันกันในการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ 

 

ประเด็นเหล่านี้ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นไปอีก เมื่อโครงการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในยุครัฐมนตรีปัจจุบัน หากแต่เป็นโครงการที่ริเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และก่อนจะถูกนำกลับมาทบทวนภายหลังจากที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อโครงการ TH-AI Passport ในเชิงลบที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลายฝ่ายยิ่งตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงเข้าไปอีกถึงความคุ้มค่า ความโปร่งใส และหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินโครงการของรัฐ 

 

อีกเรื่องที่ถูกตั้งข้อสังเกตด้วย คือ ลักษณะของสัญญาโครงการ Skill/Credit Portfolio ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 5,400 ล้านบาท ในการจัดวางโครงสร้างการพัฒนาทุนมนุษย์ แต่รัฐมีสถานะเป็นเพียง “ผู้เช่าใช้บริการ” เท่านั้น ตามการสิ้นสุดสัญญาในระยะเวลา 4 ปี แพลตฟอร์มและทรัพย์สินทางเทคโนโลยีอาจยังคงเป็นของภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐอาจไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในระบบที่ลงทุนด้วยงบประมาณจำนวนมหาศาล 

Skill port 2

ด้วยเหตุนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าบริษัทใดได้รับงาน หรือมีใครถือหุ้นในบริษัทใดเท่านั้น แต่รวมถึงการออกแบบ TOR กระบวนการกำหนดราคากลาง การแข่งขันในการประมูล และเงื่อนไขของสัญญาว่า ได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชนอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ ความกังวลจะเกิดขึ้นเมื่อหากไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าข้อมูลที่เอกชนถืออยู่จะนำไปทำอะไรต่อไปด้วยเช่นกัน 

 

ยิ่งพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างโครงการ TH-AI Passport กับ Skill/Credit Portfolio จึงทำให้ต้องกลับมาขบคิดกันใหม่ว่า นี่อาจกำลังเห็นรูปแบบของเครือข่ายบริษัทที่ปรากฏชื่อซ้ำในโครงการด้านดิจิทัลของภาครัฐหลายโครงการก็ได้ แม้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นที่ประจักษ์นำมาแสดงให้เห็น แต่ก็เพียงพอจะเป็นประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้านอยู่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

Skill port 4

บทสรุปของ Skill/Credit Portfolio

และท้ายที่สุด บทเรียนจากกรณี TH-AI Passport สะท้อนว่า ความโปร่งใสไม่ใช่เพียงเรื่องของการดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาลก่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าจริงหรือไม่ด้วย มีการแข่งขันที่เป็นธรรมหรือไม่ และเมื่อสัญญาของโครงการสิ้นสุดลง รัฐได้รับทรัพย์สินและองค์ความรู้กลับคืนมาเพียงใดที่พอเป็นประโยชน์กับสาธารณชนได้จนถึงรอดฝั่ง

หากคำถามเหล่านี้ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน ความสงสัยของสังคมก็ย่อมดำรงอยู่ต่อไป และท้ายที่สุด สิ่งที่เสียหายที่สุดอาจไม่ใช่แค่การสูญเสียงบประมาณหลายพันล้านบาทอย่างต่อเนื่องกับโครงการในอนาคต แต่คือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบธรรมาภิบาลของภาครัฐเอง

Scroll to Top