e-Workpermit 7.8 พันล้าน! แฉเอกชน ‘จับเสือมือเปล่า’ ส่งงานช้าข้ามปี-โดนปรับ 300 ล้าน เล่นบทเหยื่อทวงหนี้รัฐบังหน้า?
และเมื่อไล่เรียงไทม์ไลน์จะเห็นว่า โครงการนี้ถูกผลักดันมาตั้งแต่ปี 2566 ยุคที่ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ คุมกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่ามกลางข้อครหาถึงความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ตอนเริ่มต้น แต่จังหวะที่ควรจะเดินหน้ากลับไปสะดุดกึกที่ฝั่งเอกชน ซึ่งขาดความพร้อมจนไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนดและลากยาวข้ามปี ความล่าช้าสะสมนี้เองที่ทำให้เอกชนละเมิดสัญญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นที่มาของการถูก ‘ค่าปรับเข้ารัฐสูงไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท’
และเมื่อไล่เรียงไทม์ไลน์จะเห็นว่า โครงการนี้ถูกผลักดันมาตั้งแต่ปี 2566 ยุคที่ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ คุมกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่ามกลางข้อครหาถึงความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ตอนเริ่มต้น แต่จังหวะที่ควรจะเดินหน้ากลับไปสะดุดกึกที่ฝั่งเอกชน ซึ่งขาดความพร้อมจนไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนดและลากยาวข้ามปี ความล่าช้าสะสมนี้เองที่ทำให้เอกชนละเมิดสัญญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นที่มาของการถูก ‘ค่าปรับเข้ารัฐสูงไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท’
ซึ่งจุดตายที่ทำให้เกิดเดดล็อกคือ เงื่อนไขทางกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐระบุชัดเจนว่า ‘เอกชนต้องชำระค่าปรับให้รัฐก่อน รัฐถึงจะเบิกจ่ายค่าจ้างงวดงานให้ได้’ การที่รัฐยังไม่จ่ายเงิน 394 ล้านบาท จึงไม่ใช่การกลั่นแกล้งลอยๆ แต่เป็นเพราะเอกชนส่งงานช้าจนโดนปรับอ่วม และเมื่อไม่ยอมเคลียร์ค่าปรับให้จบ ภาวะงูกินหางจึงเกิดขึ้น การออกมาร้องโวยวายผ่าน กมธ. จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือแทคติกกดดันให้รัฐยอมหยวนๆ ข้ามขั้นตอนกฎหมายเพื่อเลี่ยงค่าปรับหรือไม่?
5 เดือนแห่งนรกหน้างาน แพลตฟอร์มหมื่นล้าน หรือขยะไอที?
หากส่งงานช้าแต่ระบบใช้งานได้ดีก็อาจพอให้อภัยได้ แต่ในความเป็นจริง ระบบที่เอกชนส่งมอบมาคือ ‘ฝันร้าย’ ของผู้ใช้งานทั้งประเทศ ซึ่งกรมการจัดหางานก็เคยหลงเชื่อมั่นว่า e-Workpermit จะเสร็จตามกำหนด จึงชิง ‘ลดกำลังคนและช่องทางบริการหน้าเคาน์เตอร์’ ล่วงหน้า แต่เมื่อระบบจริงเปิดใช้งาน กลับกลายเป็นความพินาศทางเทคโนโลยี
ซึ่งภาพสะท้อนความล้มเหลวที่ชัดเจนที่สุด ปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เมื่อกลุ่มตัวแทนบริษัทนำเข้าคนต่างด้าว สุดทนจนต้องรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงแรงงาน เพื่อกางสารพัดปัญหาและเรียกร้องไปยังกระทรวงจับกังเกี่ยวกับปัญหาจากการใช้งานเว็บไซต์ e-WorkPermit ถึง 23 ข้อ ซึ่งล้วนเป็นผลงานชิ้นโบดำของระบบ เช่น จ่ายเงินไม่ได้, จ่ายแล้วขึ้นว่า รอชำระ, ระบบยกเลิกคำขอเองโดยไม่แจ้งสาเหตุ หรือการออกใบอนุญาตไม่มีรูป, สลับเพศจากนายเป็นนาง, แรงงานอยู่ภูเก็ตแต่ระบบเด้งไปให้จัดหางานกระบี่! และปัญหาคิวเต็ม-เซิร์ฟเวอร์ค้าง ที่ทำให้จองคิวไม่ได้ บางรายทำรายการถึงหน้าสุดท้ายแล้วระบบแฮงก์ ใบรับรองแพทย์ไม่ลิงก์กับระบบ

ความไร้เสถียรภาพระดับวิกฤตนี้ กำลังสร้าง ‘คอขวด’ มหึมาที่บีบให้แรงงานเสี่ยงหลุดวงจรกลายเป็นแรงงานเถื่อนอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ สุดท้ายความซวยจึงไปตกอยู่กับ ‘เจ้าหน้าที่หน้างาน’ ที่นอกจากจะต้องรับหน้าและรองรับอารมณ์ประชาชนแล้ว ยังต้องมาก้มหน้าก้มตาตามแก้บั๊กของระบบไอที ทั้งที่เอกชนคือผู้รับสัญญามูลค่ามหาศาลไปพัฒนา
โปรเจกต์พันล้าน กับบริษัททุนแสนเดียว และคอนเนกชั่นใหญ่คับประเทศ
คำถามที่รัฐต้องตอบสังคมคือ ปล่อยให้งานโครงสร้างระดับชาติ 7,800 ล้านบาท ตกไปอยู่ในมือเอกชนกลุ่มนี้ได้อย่างไร? ยิ่งเมื่อเรากางหน้าตักผู้ชนะประมูลอย่าง ‘กิจการร่วมค้า ฟิวเจอร์ สกาย’ ที่พบว่าประกอบด้วย บริษัท สกาย อาย เทค จำกัด และ บริษัท ฟิวเจอร์ ฟอร์ ทูเดย์ จำกัด
.
สิ่งที่ชวนตกตะลึงคือ บริษัท ฟิวเจอร์ ฟอร์ ทูเดย์ จำกัด เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งก่อนการประมูลเพียง 10 เดือน ทั้งยังมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นเพียง 100,000 บาทเท่านั้น ส่วนหุ้นส่วนอย่าง สกาย อาย เทค จำกัด ก็ปรากฏชื่อผู้ถือหุ้นที่เชื่อมโยงกับบริษัทออฟชอร์ (บริษัทนอกอาณาเขต) บนเกาะบริทิชเวอร์จิน ซึ่งพบว่าใช้ที่ตั้ง (ตู้ ป.ณ. 146) ในพิกัดเดียวกับเครือข่ายธุรกิจที่เคยตกเป็นข่าวกรณีซื้อที่ดินกับบิดาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในอดีต
.
เรื่องนี้ร้อนถึง ‘นายสมโภชน์ อาหุนัย’ ที่ต้องออกมายอมรับว่า เขาคือคีย์แมนของบริษัททุนแสนเดียวนี้ โดยอ้างว่าเข้ามาด้วย ‘เจตนาบริสุทธิ์’ เพื่อหวังล้างส่วยแรงงาน พร้อมสวนกลับว่า “บริษัทยังไม่เริ่มทำโครงการ จะใส่เงินไปเยอะๆ ทำไม ถ้าไม่ชนะก็เอาเงินออกไม่ได้” รวมถึงมองว่าการมีออฟฟิศโฮลดิ้งที่เกาะเวอร์จินคือเรื่องปกติของโลกธุรกิจ

การปรากฏชื่อของสมโภชน์ นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตที่ใหญ่กว่าแค่การประมูลระบบไอทีหรือไม่ เพราะหากย้อนดูเครือข่ายทุนของเขา เราก็จะพบการขยายอาณาจักรเข้าไปในนิคมอุตสาหกรรมบลูเทคซิตี้ (พื้นที่ EEC ที่ได้สิทธิพิเศษนำเข้าแรงงานต่างชาติ และใช้ EEC Work Permit) รวมถึงความทับซ้อนกับธุรกิจรถเมล์ EV ของกลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ป ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ กุมบังเหียนกระทรวงคมนาคม
การที่เครือข่ายทุนที่กำลังโอบล้อมธุรกิจพลังงานและการขนส่ง (EV) ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ กระโดดเข้ามาร่วมประมูลระบบ e-Workpermit ระดับประเทศ จึงทำให้เกิดความกังขาว่า นี่คือการ ‘จับเสือมือเปล่า’ เพื่อผูกขาดและรวบฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวทั้งประเทศ ให้เข้ามาอยู่ใน Ecosystem ของกลุ่มทุนตัวเองหรือไม่?
สุดท้ายปัญหา e-Workpermit ในตอนนี้ จึงไม่ใช่ข้าราชการรังแกเอกชน แต่คือภาพสะท้อนของการมักง่ายทางธุรกิจที่เอาโครงสร้างพื้นฐานประเทศเป็นสนามทดลองคำอ้างของนายสมโภชน์ อาหุนัย ที่ว่าอยากเข้ามาช่วยแก้ปัญหาส่วยด้วยเจตนาบริสุทธิ์นั้น อาจฟังดูดีในงานแถลงข่าว แต่ในโลกความเป็นจริง เจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่สามารถใช้ทดแทนความบกพร่องและผลงานที่ล้มเหลวได้
การตั้งบริษัททุน 1 แสนบาทเพื่อประมูลงาน 7.8 พันล้านบาท ส่งมอบงานล่าช้าข้ามปีจนโดนปรับทะลุ 300 ล้านบาท ซ้ำร้ายระบบที่เข็นออกมาบังคับใช้ยังเต็มไปด้วยบั๊ก จนผู้ประกอบการและแรงงานเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า นี่คือพฤติกรรมที่สะท้อนให้เห็นว่า เอกชนรายนี้อาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับผิดชอบโครงการระดับชาติ
หากรัฐยอมใจอ่อน ตกหลุมพรางคำอ้างเรื่องการเตะถ่วง แล้วยอมหับหูหลับตาเบิกจ่ายเงิน 394 ล้านบาทให้กับการประทังชีวิตของระบบที่ล้มเหลว โดยละเลยที่จะเรียกเก็บค่าปรับ ผู้ที่ต้องรับเคราะห์กรรมอย่างแท้จริงก็คือ ‘ประชาชน’ และ ‘เงินภาษีของชาติ’ ที่ถูกเอกชนกลุ่มนี้ปู้ยี่ปู้ยำไปอย่างหน้าตาเฉย


