ชำแหละงบ ‘มหาดไทย’ 2.28 แสนล้าน ยุคสิงห์น้ำเงิน จับตากรมส่งเสริมฯ โกย 1.7 แสนล้าน ท่ามกลางมรสุมทุจริตสอบท้องถิ่น

ขำแหละงบ 1
ขำแหละงบ 1

ชำแหละงบ ‘มหาดไทย’ 2.28 แสนล้าน ยุคสิงห์น้ำเงิน จับตากรมส่งเสริมฯ โกย 1.7 แสนล้าน ท่ามกลางมรสุมทุจริตสอบท้องถิ่น

 

การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม 2569 นี้ แม้จะเป็นการอภิปรายในภาพรวม แต่เป็นที่แน่ชัดว่าไฮไลต์สำคัญจะไปตกอยู่ที่การชำแหละ ‘งบกระทรวงมหาดไทย’ ภายใต้การนำของนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’

 

จากโครงสร้างงบประมาณปี 2570 กระทรวงมหาดไทยได้รับการจัดสรรเม็ดเงินมหาศาลถึง 227,842,668,000 บาท ทว่าเมื่อกางไส้ในดูรายละเอียด สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนให้เห็นถึงรอยด่างเรื่องความโปร่งใส และการกระจายทรัพยากรที่ชวนให้ตั้งข้อสังเกตถึงนัยยะทางการเมือง

 

ขุมทรัพย์ 1.7 แสนล้าน กับรอยด่าง ‘ทุจริตสอบท้องถิ่น’

หน่วยงานที่รับงบประมาณไปมากที่สุดในกระทรวงมหาดไทยคือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่กวาดงบไปสูงถึง 172,824,762,000 บาท โดยไปกระจุกอยู่ที่ แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นมูลค่ากว่า 1.71 แสนล้านบาท

 

 

เพราะขณะนี้ สถ. กำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ กรณีการทุจริตสอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น ซึ่งเป็นคดีอื้อฉาวระดับประเทศ การอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1.7 แสนล้านบาท ลงไปในหน่วยงานที่ถูกตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาลและระบบการตรวจสอบที่หละหลวม ย่อมเป็นเป้าตำบลกระสุนตกที่รัฐบาลต้องตอบคำถามสังคมให้กระจ่างว่าจะมีมาตรการอุดรอยรั่วนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้เงินภาษีรั่วไหลไปกับระบบอุปถัมภ์ ในขณะที่ กรมการปกครอง ซึ่งเป็นต้นสังกัดของปลัดจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ กลับได้รับงบประมาณเพียง 11,390,875,200 บาท

ขำแหละงบ 2

ภูเก็ตเมืองฉาว VS บุรีรัมย์บ้านใหญ่ ทรัพยากรกับฐานอำนาจ?

ขณะที่งบประมาณรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ทั้งอบจ.-เทศบาล-อบต. รวมถึงกรุงเทพมหานครและพัทยา  ได้รับการจัดสรรงบรวม  219,727,378,300 บาท สำหรับกรุงเทพมหานครได้ไป 28,953,010,800 บาท

 

ส่วน องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ทั่วประเทศ  76จังหวัด ได้รับการจัดสรรงบ  33,644,777,700 บาทเพิ่มขึ้นจากปี 2569 ที่ได้ 31,626.1 ล้านบาท แต่เมื่อเราเจาะลึกงบประมาณรายจังหวัด มี 2 พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามองและเผยให้เห็นภาพสะท้อนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เริ่มที่จังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดที่เพิ่งเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างหนัก จนนำไปสู่การเด้งผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าฯ ถึง 2 คน ซ้ำร้าย ปลัดจังหวัดภูเก็ต ยังถูกกรมการปกครองสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จากคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ทว่าในปี 2570 อบจ.ภูเก็ต ยังคงได้รับการจัดสรรงบอัดฉีดสูงถึง 308,767,300 บาท (พร้อมงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอีกกว่า 38 ล้านบาท)

 

ทางด้านจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะฐานที่มั่นหลักของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้ร่มเงาของ ‘บ้านใหญ่ตระกูลชิดชอบ’ อบจ.บุรีรัมย์ ได้รับการจัดสรรงบ 101,617,500 บาท และงบจังหวัดอีก 65,612,200 บาท สะท้อนให้เห็นสายน้ำที่ยังคงหล่อเลี้ยงฐานอำนาจเดิมอย่างราบรื่น

ขำแหละงบ 3

ถอดรหัสงบท้องถิ่น เมืองใหญ่หด เมืองเล็กพุ่ง?

อีกหนึ่งปริศนาที่ซ่อนอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 คือทิศทางการกระจายเม็ดเงินสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่างๆ ที่มีความย้อนแย้งและชวนให้ตั้งข้อสังเกต

.

เทศบาลนคร (35 แห่ง) งบลดลงจากปี 69 เหลือ 16,697.4 ล้านบาท

เทศบาลเมือง (246 แห่ง) งบลดลงเหลือ 31,880.1 ล้านบาท

องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) งบลดลงไปกว่า 3.4 พันล้าน เหลือ 171,912.5 ล้านบาท

 

แต่ เทศบาลตำบล (2,493 แห่ง) กลับสวนกระแส ได้รับงบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 8.6 หมื่นล้านในปี 69 พุ่งเป็น 106,251.3 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นเกือบ 2 หมื่นล้านบาท!)

 

การหั่นงบเมืองใหญ่และ อบต. แต่ไปเพิ่มงบมหาศาลให้กับ ‘เทศบาลตำบล’ นับพันแห่งทั่วประเทศ ถูกตั้งข้อสังเกตว่านี่คือการวางยุทธศาสตร์เพื่อปูพรมเจาะฐานเสียงในระดับรากหญ้า เตรียมพร้อมสำหรับสมรภูมิการเมืองท้องถิ่นในอนาคตหรือไม่?

 

การอัดฉีดงบลง ‘เทศบาลนคร’ หรือ ‘เทศบาลเมือง’ อาจไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่าในมุมของพรรคขั้วอำนาจเดิม เพราะพื้นที่เขตเมืองในปัจจุบันมักถูกยึดครองด้วยกระแสอุดมการณ์และเป็นพื้นที่ไข่แดงของพรรคคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคประชาชน การเทงบประมาณลงไปในพื้นที่เหล่านี้ จึงไม่อาจการันตีได้ว่าจะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานให้กลายมาเป็นคะแนนเสียงจัดตั้งได้

 

ในขณะที่ ‘อบต.’ อาจจะมีขนาดเล็กและกระจัดกระจายเกินไป แต่สำหรับ ‘เทศบาลตำบล’ ทั้ง 2,493 แห่ง กลับเป็นจุดตัดที่น่าสนใจ เพราะเป็นพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบทที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง และที่สำคัญที่สุด โครงสร้างอำนาจในระดับนี้มักถูกขับเคลื่อนและยึดโยงอยู่กับเครือข่าย ‘การเมืองบ้านใหญ่’ หรือตระกูลการเมืองท้องถิ่นที่ฝังรากลึก

 

การอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มขึ้นเกือบ 2 หมื่นล้านบาทลงสู่จุดนี้จึงเปรียบเสมือนการต่อ ‘ท่อส่งเสบียง’ สายตรง เพื่อหล่อเลี้ยงเครือข่ายบ้านใหญ่ให้แข็งแกร่ง และเป็นการซื้อใจผู้นำท้องถิ่นให้กลายมาเป็นกลไกหัวคะแนนที่ทรงประสิทธิภาพ

 

ท้ายที่สุดแล้วงบกระทรวงมหาดไทย 2.28 แสนล้านบาท คงไม่ใช่แค่เรื่องของการบริหารประเทศ แต่มันคือ ‘พิมพ์เขียวทางการเมือง’ ที่ถูกวางหมากมาอย่างแยบยล การหลับตาข้างเดียวเทงบกว่า 1.7 แสนล้านให้กับหน่วยงานที่ยังมีแผลทุจริตสอบข้าราชการ ควบคู่ไปกับการจัดสรรเงินลงพื้นที่เพื่อหล่อเลี้ยงฐานเสียงของพรรค ถือเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่าผู้มีอำนาจเลือกที่จะอุ้มเครือข่ายอุปถัมภ์มากกว่าแคร์ความโปร่งใส 

 

 

แต่อะไรก็ไม่สะท้อนนัยยะทางการเมืองได้ดีเท่ากับเกมหั่นงบหัวเมืองใหญ่ที่คู่แข่งครองความได้เปรียบ แล้วหันไปต่อท่อเสบียงอัดฉีดเงินเพิ่มอีกกว่า 2 หมื่นล้านให้กับ ‘เทศบาลตำบล’ ซึ่งเป็นพื้นที่ไข่แดงของบรรดาการเมืองบ้านใหญ่ระดับรากหญ้า นี่จึงไม่ใช่การจัดงบแบบปกติ แต่เป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาแปรสภาพเป็น ‘กระสุน’ เพื่อเอาไปสู้กับ ‘กระแส’ หวังซื้อใจขุนพลท้องถิ่นให้กลายมาเป็นหัวคะแนนจัดตั้ง ปูพรมเตรียมพร้อมสำหรับศึกเลือกตั้งครั้งหน้าที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง

Scroll to Top