ส่องอาณาจักรสกาย ไอซีที กับบทบาทในโครงการภาครัฐ

ในช่วงที่ผ่านมา ชื่อของบริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY ICT ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง หลังจากสังคมตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของบริษัทและบริษัทในเครือข่ายที่ปรากฏชื่อในโครงการภาครัฐหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นกรณี TH-AI Passport และ Skill/Credit Portfolio ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมากและอยู่ในความสนใจของสังคม

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามไม่ได้อยู่เพียงแค่การได้รับงานภาครัฐตามปกติเท่านั้น แต่รวมถึงความเชื่อมโยงของบริษัทในเครือ โครงสร้างผู้ถือหุ้น และรายชื่อบุคคลบางส่วนที่ปรากฏอยู่ในหลายบริษัทซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ จนเกิดข้อสงสัยว่า ความสัมพันธ์เหล่านี้มีนัยสำคัญต่อการแข่งขันและความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่? 

แต่ถึงอย่างนั้น ข้อสังเกตทั้งหมดนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด และไม่ได้มีเจตนากล่าวหาหรือใส่ความต่อบุคคลหรือองค์กรใด หากแต่เป็นประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐอย่างโปร่งใส

ก่อนจะอธิบายประเด็นดังกล่าว จำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างของ SKY Group เสียก่อน โดยบริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ หลายแห่ง อาทิ

1. เมทเธียร์ จำกัด (95%)

2. โปร อินไซด์ จำกัด (มหาชน) (91.3%)

3. สกาย เอไอ จำกัด (75%)

4. สกาย แอร์โร่เทคส์ ซิสเตมส์ จำกัด (70%)

5. แอสโตร โซลูชั่นส์ จำกัด (60%)

6. สกาย ซีซี จำกัด (45%)

7. เอสเอแอล กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (42.1%)

8. เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (19.3%)

9. โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (18.73%)

10. เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (1.09%)

ในบรรดาบริษัทเหล่านี้ บริษัทที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ซึ่งปรากฏชื่อทั้งในโครงการ TH-AI Passport และ Skill/Credit Portfolio ในฐานะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคากลาง หรือมีบทบาทในกระบวนการบางส่วนของโครงการ

นอกจากนี้ ยังพบว่าในช่วงปี 2564-2569 บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ได้รับงานภาครัฐมากกว่า 30 โครงการ โดยตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่

1. โครงการจัดหาระบบวิเคราะห์ภัยคุกคามและเหตุการณ์ผิดปกติสำหรับระบบ Operational Technology (OT) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่าประมาณ 19 ล้านบาท

2. โครงการจัดหาและพัฒนา Big Data Platform มูลค่ากว่า 115 ล้านบาท

3. โครงการประกวดราคาเช่าโครงการขยายศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพื่อการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) มูลค่าประมาณ 149 ล้านบาท

สองโครงการแรกอยู่ภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ส่วนโครงการที่สามเกี่ยวข้องกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูง และเมื่อตรวจสอบรายละเอียดของการประกวดราคาในหลายกรณี จะพบว่าบริษัทที่เข้าร่วมเสนอราคามีจำนวนไม่มากนัก

ยิ่งเมื่อตรวจสอบลึกลงไปในโครงการ “ประกวดราคาเช่าโครงการขยายศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพื่อการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” พบว่ามีผู้เสนอราคาเพียง 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน)

เมื่อย้อนกลับไปในปี 2562 ทั้งสองบริษัทเคยเป็นพันธมิตรทางการค้าในการดำเนินโครงการ USO Zone C ของ กสทช. มูลค่ากว่า 4.8 พันล้านบาท ก็ได้ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า บริษัทที่เข้าร่วมแข่งขันในบางโครงการอาจไม่ได้เป็นเพียงคู่แข่งทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจมากกว่าเพียงแค่เคยร่วมดำเนินโครงการมาก่อนด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาในมิติของการแข่งขันและธรรมาภิบาล

สำหรับข้อมูลผู้ถือหุ้นของบริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เบื้องต้นพบว่า บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นอยู่ประมาณ 19.33% แม้สัดส่วนดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนถึงอำนาจควบคุมโดยตรง เมื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมกลับพบว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ลำดับที่หนึ่งยังดำรงตำแหน่งกรรมการของบริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งกรรมการของ บริษัท พาราไดม์ เทคโนโลยี เซอร์วิส จำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวมี บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นอยู่ถึง 99.96% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงภายในเครือข่ายธุรกิจ แม้ว่าบริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) จะถือหุ้นโดยตรงในสัดส่วน 19.33% ก็ตาม

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณางบการเงินของบริษัท จะพบว่ารายได้ส่วนสำคัญมาจากโครงการภาครัฐ ซึ่งสะท้อนลักษณะของพอร์ตธุรกิจทั้งของบริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือที่มีสัดส่วนงานภาครัฐค่อนข้างสูง ในฐานะผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างในหลายหน่วยงาน เมื่อรวมมูลค่าโครงการทั้งหมดแล้วอาจมีมูลค่ารวมหลายพันล้านบาท

นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทในเครือบางแห่งได้รับงานจากหน่วยงานเดียวกัน แม้จะเป็นคนละโครงการและมีมูลค่าแตกต่างกันไปตามลักษณะของงาน เช่น บริษัท เมทเธียร์ จำกัด, บริษัท สกาย ซีซี จำกัด, บริษัท สกาย เอไอ จำกัด และ บริษัท โปร อินไซด์ จำกัด (มหาชน)

ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีข้อมูลจากหลายแหล่งที่ให้ข้อสังเกตไปในทิศทางเดียวกันว่า SKY Group มีโครงการกระจายอยู่ในหน่วยงานของรัฐจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ทั้งในยุครัฐบาลก่อนและรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติประมาณ 17 สัญญา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ประมาณ 15 สัญญา บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ประมาณ 10 สัญญา รวมถึงหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ อีกหลายแห่ง รวมมูลค่าหลายพันล้านบาท

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือความเชื่อมโยงกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม โดยพบว่าบริษัทในเครือ SKY Group ปรากฏชื่อรับงานจาก AOT อย่างต่อเนื่อง

ข้อสังเกตไม่ได้อยู่เพียงแค่จำนวนโครงการที่ได้รับเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้นของ บริษัท เอสเอแอล กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการให้เช่าและลีสซิ่งอุปกรณ์การขนส่งทางอากาศ โดย SKY Group ถือหุ้นประมาณ 42.12%

ขณะเดียวกัน บริษัท เอสเอแอล กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด ยังถือหุ้นใน บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด อยู่ประมาณ 51% ขณะที่ AOT ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจถือหุ้นประมาณ 49%

ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดบริษัทลูกที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวข้องกับภารกิจของรัฐ จึงมีโครงสร้างที่ภาคเอกชนถือหุ้นมากกว่ารัฐวิสาหกิจ และโครงสร้างดังกล่าวมีเหตุผลเชิงนโยบายหรือเชิงธุรกิจรองรับอย่างไร

แม้บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) จะเข้าร่วมเป็น Strategic Partner กับสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายการลงทุนใน เอสเอแอล กรุ๊ป ได้ แต่ก็ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ เอสเอแอล กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด จดทะเบียนเมื่อปี 2560 ขณะที่บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด จัดตั้งขึ้นในปีถัดมา

เมื่อเปรียบเทียบงบการเงินของ เอสเอแอล กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด ระหว่างปี 2567 และ 2568 พบว่า รายได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 34,749 บาท เป็นประมาณ 664.78 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มจากขาดทุน 1.14 ล้านบาท เป็น 663.01 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรสุทธิประมาณ 99.7% ของรายได้

ตัวเลขดังกล่าวถือว่าแตกต่างจากลักษณะของธุรกิจทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ จึงอาจมีคำอธิบายได้หลายกรณี เช่น การขายสินทรัพย์ครั้งใหญ่ การรับโอนกิจการ การปรับโครงสร้างองค์กร หรือการบันทึกกำไรจากการลงทุน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในลักษณะนี้ย่อมเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายอาจตั้งคำถามและต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม

คำถามเหล่านี้อาจยังไม่มีคำตอบในพื้นที่สาธารณะมาก ขณะที่สื่อบางสำนัก เช่น สำนักข่าวอิศรา (Isranews) ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ SKY Group ในแง่บวก รวมถึงข่าวการได้รับระดับ AAA ด้าน ESG จากการประเมินของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นข้อมูลด้านบวกของบริษัท อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าประเด็นข้อสงสัยหรือคำถามที่สังคมพูดถึงในช่วงหลังยังได้รับการนำเสนอไม่มาก และอาจเป็นการนำเสนอเพียงข้างเดียว

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าการได้รับงานภาครัฐเป็นสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด แต่เมื่อบริษัทในเครือเดียวกัน หรือบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกัน ปรากฏชื่อในหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง ย่อมทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสของการกำหนด TOR การกำหนดราคากลาง และระดับการแข่งขันในการประมูล ว่าเปิดกว้างและเป็นธรรมเพียงใด ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรยึดถือร่วมกัน 

ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การกล่าวหาว่าบริษัทใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐมากน้อยเพียงใด หากแต่อยู่ที่การทำให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐสามารถตอบคำถามของสังคมได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความมั่นใจว่าทุกโครงการเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ใช้เงินภาษีอย่างคุ้มค่า และไม่มีข้อกังขาที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบธรรมาภิบาลของประเทศ 

Scroll to Top