Author name: ยอดนักสืบตะวันออก

บทเรียน จากฟิลิปปินส์ถึงไทย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงปัญหาทางสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนธรรมดาเท่านั้น แต่คือระบบที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลประชาชน
บทความ

บทเรียน จากฟิลิปปินส์ถึงไทย

ทุกคนจำได้ไหมว่า ช่วงหนึ่งประเทศไทยเคยมีข่าวว่า “ระบบไบโอเมตริกซ์” ของหน่วยงานรัฐหมดอายุการใช้งาน?
หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่ปัญหาทางเทคนิค แต่คำถามคือ มันเป็นแค่เรื่องเทคนิคจริงหรือไม่?
เพราะในช่วงเวลาที่ระบบบางส่วนไม่ได้ถูกใช้งานเต็มรูปแบบ ประเทศไทยยังคงมีคนเดินทางเข้าออกประเทศนับล้านคน
ขณะที่หน่วยงานบางส่วนต้องกลับไปใช้ระบบ “Blacklist” เป็นหลักในการคัดกรองบุคคลต่างชาติ แทนระบบไบโอเมตริกซ์ที่สามารถตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลได้โดยตรง
แน่นอนว่า Blacklist ยังใช้งานได้ แต่หลายฝ่ายก็มองว่า ประสิทธิภาพของมันย่อมแตกต่างจากระบบที่สามารถตรวจจับ “ตัวบุคคลจริง” ผ่านใบหน้า ลายนิ้วมือ หรือข้อมูลชีวภาพ
ยิ่งเมื่อมองไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟิลิปปินส์ เรื่องลักษณะคล้ายกันกำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่
ล่าสุด ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับบริษัทเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ต่างชาติ จนเกิดคำถามว่า หากวันหนึ่งรัฐไม่สามารถควบคุมระบบสำคัญของตัวเองได้เต็มรูปแบบ จะเกิดอะไรขึ้น?
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้อาจไม่ได้เกี่ยวแค่  “สัญญาหมดอายุ” เท่านั้น
แต่มันเกี่ยวโยงกับประเด็นความมั่นคง ข้อมูลประชาชน และซึ่งมีผลกระทบมันกว้างกว่าที่คิด คำถามสำคัญคือ รัฐบาลควรทำอย่างไรกันปัญหาที่เกิดขี้นนี้?

TH-AI Passport นวัตกรรมแห่งอนาคต หรือ มรดกเครือข่ายคอนเนกชั่น บ้านป่าฯ - เรือดำน้ำ - ป้ายโฆษณา?
สืบสวน

TH-AI Passport นวัตกรรมแห่งอนาคต หรือ มรดกเครือข่ายคอนเนกชั่น บ้านป่าฯ – เรือดำน้ำ – ป้ายโฆษณา?

นวัตกรรมบังหน้า? แฉไส้ใน TH-AI Passport กับความบังเอิญของ ‘บิ๊กข้าราชการ’และ ‘เครือข่ายทุนผูกขาด’

รัฐบาลป่าวประกาศว่า TH-AI Passport คือโปรเจกต์เรือธงที่จะนำไทยก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ทันทีที่เรากางหน้าตักผู้ชนะการประมูลโครงการ และสืบสาวไปถึง ‘ผู้กำกับดูแล’ โปรเจกต์นี้ กลับพบความผิดปกติที่ชวนตั้งคำถามว่า นี่คือนวัตกรรมแห่งอนาคต หรือมรดกตกทอดของการเอื้อประโยชน์กันแน่?
จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญไม่ได้มีแค่กลุ่มทุนที่เชื่อมโยงกับ ‘บ้านป่ารอยต่อ’ หรือ ‘เครือข่ายป้ายโฆษณา’ เท่านั้น แต่ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ ‘ผู้เปิดทาง’ ในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) อย่าง นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอีป้ายแดง
ยิ่งเมื่อย้อนดูไทม์ไลน์ของนายพชร พบว่าเคยดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมศุลกากร (ต.ค. 2563 – 2566) ซึ่งในช่วงเวลาคาบเกี่ยวและระหว่างที่เขานั่งบริหารงานอยู่นั้น เครือข่ายบริษัทกลุ่มอำนาจเดิมสามารถกวาดงานประมูลโปรเจกต์รัฐจากกรมศุลกากรไปอย่างมหาศาล
ตัวอย่าง บริษัท เอเอ. นุ๊กเทค จำกัด ซึ่งมีชื่อของ นายวรพจน์ อำนวยพล (คีย์แมนเครือข่ายทุนผู้ชนะ TH-AI Passport) ถือหุ้นอยู่ 10.2% ร่วมกับกลุ่มทุนจากฮ่องกงและเครือญาติ สามารถกวาดงานเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากรไปได้หลายโครงการติดๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น โครงการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์แบบขับผ่าน (e-bidding ปี 2565) มูลค่ากว่า 380 ล้านบาท โครงการเครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่ ณ ด่านศุลกากรหนองคาย (e-bidding ปี 2566) มูลค่า 129.8 ล้านบาท
การโคจรมาพบกันอีกครั้งในโปรเจกต์ระดับชาติอย่าง TH-AI Passport ภายใต้ชายคากระทรวง DE ระหว่าง ‘อดีตอธิบดี’ และ ‘กลุ่มทุนขาประจำ’ จึงเป็นคำถามข้อใหญ่ถึงความโปร่งใส

Scroll to Top