ภายใต้ฉากหน้าอันสวยหรูของโครงการ TH-AI Passport ที่รัฐบาลพยายามป่าวประกาศถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตและการก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ แต่หากเราลองลอกคราบคำว่า ‘นวัตกรรม’ ออกมาดูกันถึงไส้ใน สิ่งที่ซ่อนอยู่กลับไม่ใช่แค่ความฉลาดล้ำทางเทคโนโลยี แต่มันเป็นความฉลาดแกมโกงของเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในโครงสร้างการเมืองไทยแบบเงียบๆ โครงการนี้อาจไม่ใช่การแจ้งเกิดของ AI ในประเทศ แต่เป็นเพียงเวทีจัดสรรผลประโยชน์รอบใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย ข่ายอำนาจเก่า ทุนผูกขาด และการเขียน TOR ที่ราวกับล็อกเป้าไว้ล่วงหน้าอย่างแนบเนียน
ยิ่งเมื่อเรากางหน้าตักผู้ชนะการประมูล โครงการระดับประเทศนี้ตกเป็นของกลุ่มกิจการร่วมค้า 2 หัวหอกหลัก คือ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC และ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ซึ่งเมื่อสาวลึกลงไปตามเส้นทางของสายสัมพันธ์ผู้ถือหุ้น เรากลับพบรอยเท้าของ ‘ขั้วอำนาจเดิม’ และ ‘เครือข่ายทุนผูกขาด’ ที่เหยียบย่ำซ้อนทับกันอยู่อย่างชัดเจน
แกะรอยเครือข่ายไอที โยงใยบ้านป่าฯ – เรือดำน้ำ
เริ่มจากฝั่ง TKC ที่มีผู้ถือหุ้นหลักคือ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) โดยมีคีย์แมนระดับซูเปอร์คอนเนกชั่นอย่าง นายวรพจน์ อำนวยพล ถือหุ้นใหญ่กว่า 11.60%
เมื่อพลิกปูมหลังพอร์ตธุรกิจ จะพบว่าเขาคือผู้ถือหุ้นใน บริษัท บี.วาย. โฮลดิ้ง ซึ่งเข้าไปกุมบังเหียน ‘บริษัท สกายไฮ’ บริษัทเดียวกับที่เคยสร้างตำนานควักกระเป๋าเหมาโต๊ะจีนระดมทุนสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นแกนนำ นอกจากนี้ นายวรพจน์ยังมีชื่อถือหุ้นใน บริษัท ณัฐพล จำกัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ CSOS (กลุ่มรัฐวิสาหกิจจีนผู้เร่ขายเรือดำน้ำให้กองทัพเรือไทย) และบริษัทตัวแทนแห่งนี้ ยังเคยปรากฏชื่อเป็นผู้ประเคนเงินบริจาคเข้ามูลนิธิป่ารอยต่อฯ อีกด้วย
TH-AI Passport
‘ผู้เปิดทาง’ บนเส้นทางราชการ : ความบังเอิญที่กระทรวง DE . แน่นอนว่าภาพจิ๊กซอว์แห่งอำนาจนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย หากไม่มี ‘ผู้เปิดทาง’ ในฟากฝั่งของข้าราชการ โครงการ TH-AI Passport ระดับชาติชิ้นนี้ถูกผลักดันและคลอดออกมาภายใต้ร่มเงาของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่มี นายพชร อนันตศิลป์ นั่งแท่นเป็นปลัดกระทรวง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นมา . (แทรกรูปภาพ: ประวัติการทำงานนายพชร อนันตศิลป์) . หากเราลองย้อนรอยดูเส้นทางการเติบโตของนายพชร พบว่าก่อนจะก้าวขึ้นสู่จุดนี้ เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง อธิบดีกรมศุลกากร (ต.ค. 2563 – 2566) และ ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (ต.ค. 2566 – 2568) ความบังเอิญที่ชวนตกใจคือ ในยุคที่นายพชรบริหารงานและช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันนั้น เครือข่ายบริษัทกลุ่มอำนาจเดิมคือ ‘ขาประจำ’ ที่เดินสายกวาดงานประมูลโปรเจกต์รัฐจากกรมศุลกากรไปอย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะ บริษัท เอเอ. นุ๊กเทค จำกัด

เมื่อเจาะลึกโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ บจก. เอเอ. นุ๊กเทค ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่ามีทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท โดยมี นุ๊กเทค คอมพานีลิมิเต็ด (ฮ่องกง) ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ส่วนที่เหลือเป็นของกลุ่มคนไทย นำโดย นายวรพจน์ อำนวยพล(10.2%) และบุคคลที่ใช้นามสกุล ‘อำนวยพล’ อีกหลายราย ได้แก่ นายอาณัติ, นายชินะบูรณ์, นายชินะวัฒน์ และนายพิทักษ์
บริษัทนอมินีกลายๆ แห่งนี้ กวาดงานจัดหาและบำรุงรักษาเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากรไปอย่างมหาศาล ตัวอย่างที่ชัดเจนในช่วงที่นายพชรนั่งเป็นอธิบดีฯ ได้แก่

โครงการจัดหาและติดตั้งเครื่องเอกซเรย์แบบขับผ่าน (DRIVE-THROUGH X-RAY SCANNER) ด้วยวิธี e-bidding วันที่ทำสัญญา 26 ก.ค. 2565 มูลค่า 380,562,290.54 บาท

โครงการจัดหาระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ด้วยเครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่ ณ ด่านศุลกากรหนองคาย ด้วยวิธี e-bidding วันที่ทำสัญญา 07 มี.ค. 2566 มูลค่า 129,800,000 บาท
การที่ ‘บิ๊กข้าราชการ’ ผู้เคยกำกับดูแลหน่วยงานที่อนุมัติงบประมาณหลักพันล้านให้กับเครือข่ายบริษัทเหล่านี้ ได้กลับมาโคจรเจอกันอีกครั้งในฐานะปลัดกระทรวง DE กับกลุ่มทุนผู้ชนะโครงการ TH-AI Passport จึงกลายเป็นคำถามตัวโตๆ ถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาล
พาร์ทเนอร์ขาที่ 2 TOR ล็อกเป้า ‘ป้ายสะดวกซื้อ’
ขณะเดียวกัน เมื่อหันไปดูในอีกขาหนึ่งของกลุ่มผู้ชนะการประมูลอย่าง บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ทันทีที่ชำแหละโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักออกมา ก็จะพบว่าเชื่อมโยงกับ บมจ. แพลน บี มีเดีย (Plan B) ยักษ์ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการสื่อโฆษณานอกบ้าน
การปรากฏตัวของกลุ่มทุนสื่อเจ้านี้ เป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาที่ว่า เหตุใด TOR ของโปรเจกต์ที่อ้างว่าเป็น ‘ปัญญาประดิษฐ์ระดับประเทศ’ ถึงได้มีการสอดไส้ข้อกำหนดที่ดูผิดฝาผิดตัวอย่างการบังคับว่า “ต้องมีป้ายประชาสัมพันธ์ 1,500 จุดในร้านสะดวกซื้อ” การเขียนเงื่อนไขพ่วงประหลาดๆ แบบนี้ มองจากดาวอังคารก็ยังรู้ว่านี่คือการล็อกสเปกอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนที่มีโครงข่ายป้ายโฆษณาในมืออยู่แล้ว และปูพรมแดงให้เครือข่ายของตนเองเข้ามารวบกินรวบใช้เงินภาษี
บทสรุปของ TH-AI Passport
จึงไม่ได้เป็นตัวแทนของโลกอนาคตอย่างที่พยายามโฆษณา แต่มันคือยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนความฟอนเฟะของระบบทุนผูกขาดที่จับมือกับอำนาจรัฐ แปลงกายมาในคราบของความล้ำสมัยเพื่อสานต่อท่อน้ำเลี้ยงของเครือข่ายอุปถัมภ์หน้าเดิมๆ นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจับผิดโครงการไอทีระดับชาติ แต่คือการเปิดแผลใหญ่ของโครงสร้างทางการเมืองที่กัดกินประเทศนี้มาอย่างยาวนาน
เมื่อเจาะลึกโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ บจก. เอเอ. นุ๊กเทค ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่ามีทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท โดยมี นุ๊กเทค คอมพานีลิมิเต็ด (ฮ่องกง) ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ส่วนที่เหลือเป็นของกลุ่มคนไทย นำโดย นายวรพจน์ อำนวยพล(10.2%) และบุคคลที่ใช้นามสกุล ‘อำนวยพล’ อีกหลายราย ได้แก่ นายอาณัติ, นายชินะบูรณ์, นายชินะวัฒน์ และนายพิทักษ์
บริษัทนอมินีกลายๆ แห่งนี้ กวาดงานจัดหาและบำรุงรักษาเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากรไปอย่างมหาศาล ตัวอย่างที่ชัดเจนในช่วงที่นายพชรนั่งเป็นอธิบดีฯ ได้แก่

โครงการจัดหาและติดตั้งเครื่องเอกซเรย์แบบขับผ่าน (DRIVE-THROUGH X-RAY SCANNER) ด้วยวิธี e-bidding วันที่ทำสัญญา 26 ก.ค. 2565 มูลค่า 380,562,290.54 บาท

โครงการจัดหาระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ด้วยเครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่ ณ ด่านศุลกากรหนองคาย ด้วยวิธี e-bidding วันที่ทำสัญญา 07 มี.ค. 2566 มูลค่า 129,800,000 บาท
การที่ ‘บิ๊กข้าราชการ’ ผู้เคยกำกับดูแลหน่วยงานที่อนุมัติงบประมาณหลักพันล้านให้กับเครือข่ายบริษัทเหล่านี้ ได้กลับมาโคจรเจอกันอีกครั้งในฐานะปลัดกระทรวง DE กับกลุ่มทุนผู้ชนะโครงการ TH-AI Passport จึงกลายเป็นคำถามตัวโตๆ ถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาล
พาร์ทเนอร์ขาที่ 2 TOR ล็อกเป้า ‘ป้ายสะดวกซื้อ’
ขณะเดียวกัน เมื่อหันไปดูในอีกขาหนึ่งของกลุ่มผู้ชนะการประมูลอย่าง บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ทันทีที่ชำแหละโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักออกมา ก็จะพบว่าเชื่อมโยงกับ บมจ. แพลน บี มีเดีย (Plan B) ยักษ์ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการสื่อโฆษณานอกบ้าน


