เมื่อเดือนมีนาคม 2569 กรมการกงสุล ภายใต้การกำกับของกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินโครงการประกวดราคาจ้างผลิตและให้บริการจัดทำหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Passport) ระยะที่ 4 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงินงบประมาณ 8,500 ล้านบาท กำหนดราคากลางไว้ที่ 8,230 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 823 บาทต่อเล่ม สำหรับการผลิตหนังสือเดินทางจำนวน 10 ล้านเล่ม ภายในระยะเวลา 7 ปีนับจากวันลงนามในสัญญา
ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจคือ เหตุใดบริษัทที่เข้ามามีส่วนในการกำหนดราคากลางจึงมีชื่อ บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด และเหตุใดร่างขอบเขตของงาน (TOR) จึงเปิดช่องให้เอกชนสามารถกำหนดกระบวนการดำเนินงานได้ค่อนข้างกว้าง จนเกิดข้อกังขาว่า TOR ดังกล่าวอาจมีลักษณะที่เอื้อต่อผู้ประกอบการบางรายหรือไม่
ย้อนรอยการประมูล E-Passport ระยะที่ 3
หากย้อนกลับไปในปี 2561 กระทรวงการต่างประเทศได้ยกเลิกการประมูลโครงการ E-Passport ระยะที่ 3 ซึ่งมีวงเงินกว่า 12,400 ล้านบาท สำหรับการผลิตหนังสือเดินทางจำนวน 15 ล้านเล่ม หรือเฉลี่ยเล่มละ 829.25 บาท โดยให้เหตุผลว่ามีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียงรายเดียว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตก็คือ ในการจัดซื้อจัดจ้างระยะที่ 2 ก็มีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียงรายเดียวเช่นกัน แต่กลับไม่ได้มีการยกเลิกการประมูล จึงเกิดคำถามว่านโยบายหรือหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแตกต่างกันเพราะเหตุใดกันแน่?
ในการประกวดราคาครั้งนั้น มีเอกชนเข้าร่วมทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่
1. กิจการร่วมค้า จันวาณิชย์ (บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด และบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด)
2. กิจการร่วมค้า TIM (บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด, IDEMIA ประเทศฝรั่งเศส, CP และ MSC)
3. กิจการร่วมค้า ดาต้าโปรดักส์ ทอปปัง (บริษัท ดาต้าโปรดักส์ ทอปปัง ฟอร์ม จำกัด และ Gemalto)
4. กิจการร่วมค้า WIN (กลุ่มสามารถ, ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์, Dermalog ประเทศเยอรมนี และ MSCS)
ขณะนั้นมีข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้คะแนนซึ่งกำหนดไว้ 100 คะแนน โดยมีผู้วิจารณ์บางส่วนมองว่า หากผู้เข้าประมูลรับรู้รายละเอียดเชิงลึกของเกณฑ์การประเมินล่วงหน้า ก็อาจได้เปรียบในการผ่านคุณสมบัติอย่างมาก

ท้ายที่สุด กระทรวงการต่างประเทศได้ประกาศยกเลิกการประกวดราคา โดยอ้างอิงระเบียบที่กำหนดว่า หากมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียงรายเดียว คณะกรรมการสามารถเสนอให้ยกเลิกการประกวดราคาได้ แต่ต่อมาได้ออกประกาศประกวดราคาครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2561 กำหนดยื่นข้อเสนอและเสนอราคาในวันที่ 28 มี.ค.2562 โดยให้ผู้ยื่นข้อเสนอเข้าสู่ระบบประกวดราอิเล็กทรอนิกส์ ยื่นข้อเสนอและให้เสนอราคาภายในเวลาที่กำหนด สามารถเสนอราคาได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และประกาศผู้ชนะการเสนอราคาในวันที่ 8 พ.ค.2562
ทำให้ข้อสรุปในการประกวดราคาจ้างผลิตและให้บริการจัดทำหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 3 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ผู้ยื่นข้อเสนอที่ชนะการประกวดราคา คือ DGM Consortium เป็นกิจการร่วมค้า ดาต้าโปรดักส์ ทอปปัง เป็นเอกชนที่เป็นคู่สัญญาทำบัตรประจำตัวประชาชน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และบริษัท Gemalto โดยเสนอราคา เป็นเงินทั้งสิ้น 7,463,250,000.00 บาท
อย่างไรก็ดี ยังคงมีคำถามว่า เหตุใดการจัดซื้อจัดจ้างในปี 2555 ซึ่งมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียงรายเดียวเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ถูกยกเลิกด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเกิดข้อสังเกตว่าอาจเป็นการใช้กฎหมายคนละฉบับ หรือใช้ดุลยพินิจที่แตกต่างกันหรือไม่
บริษัท จันวาณิชย์ คือใคร
บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2518 ภายใต้การบริหารของตระกูล “กองบุญมา” โดยลักษณะธุรกิจหลักคือการรับจ้างผลิตเอกสารความมั่นคงและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีรายได้จำนวนมากจากการรับงานภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง
ชื่อของบริษัทกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อโครงการ E-Passport ระยะที่ 4 มีชื่อของบริษัทปรากฏในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดราคากลาง
ภาคเอกชนบางส่วนได้ตั้งข้อสังเกตว่า TOR บางประเด็น โดยเฉพาะเกณฑ์การประเมินในลำดับที่ 4 และลำดับที่ 6 ยังเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการค่อนข้างมาก มากกว่าการวัดประสิทธิภาพของสินค้าและบริการโดยตรง จึงเกิดคำถามว่าการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการบางรายหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทจันวาณิชย์เคยเป็นผู้ชนะการประมูล E-Passport ในระยะก่อนหน้านี้
แต่ถึงอย่างนั้น ข้อสังเกตเหล่านี้ มิใช่ข้อกล่าวหาว่าบริษัทจันวาณิชย์มีการเอื้อประโยชน์หรือมีความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์กับหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด แต่เป็นประเด็นที่สังคมเห็นว่าควรได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและต้องเป็นธรมมกับทุกฝ่าย โดยมีประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงกันอย่างมาก

ประเด็นที่หนึ่ง ความเชื่อมโยงทางธุรกิจ
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างบริษัท จันวาณิชย์ จำกัด กับบริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีชื่อเกี่ยวข้องกับประเด็น TH-AI Passport และ Skill/Credit Portfolio รวมถึงบริษัทลูกอย่าง เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
และพบอีกว่าจากข้อมูลผู้ถือหุ้น มีบุคคลจากตระกูล “กองบุญมา” ปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท สกาย ไอซีที ในหลายลำดับ จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจสะท้อนความสัมพันธ์ในเชิงเครือข่ายธุรกิจระหว่างกันหรือไม่
ทั้งนี้ ความเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นเพียงข้อเท็จจริงด้านโครงสร้างผู้ถือหุ้น มิได้เป็นข้อพิสูจน์ว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถือเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่ผู้ติดตามเรื่องธรรมาภิบาลและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างยิ่งว่ามันอาจบังเอิญเกินไปรึเปล่า?
ประเด็นที่สอง การจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศผลการคัดเลือกผู้รับจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มเติม จำนวน 1,820 ฉบับ ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ผู้ได้รับการคัดเลือกคือ บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด ซึ่งเสนอราคาฉบับละ 1.45 บาท รวมวงเงิน 2,639 บาท

บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทย่อยของบริษัท จันวาณิชย์ จำกัด โดยบริษัทแม่ถือหุ้นประมาณ 24.9% และประกอบธุรกิจรับงานด้านเอกสารความมั่นคงจากภาครัฐเช่นเดียวกัน
ในช่วงเวลาเดียวกัน มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับคุณภาพของอุปกรณ์การเลือกตั้ง อย่างเช่นว่า หีบเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่าแตกหักได้ง่าย และประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของบัตรเลือกตั้งที่อาจสามารถตรวจสอบบาร์โค๊ดว่าจะสามารถสาวไปถึงข้อมูลส่วนบุคคลผู้ลงคะแนนเสียง ซึ่งแม้จะไม่ใช่ข้อกล่าวหาต่อบริษัทผู้รับจ้างโดยตรง แต่ก็ทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการคัดเลือกผู้รับงานของภาครัฐมากขึ้น
ประเด็นที่สาม โครงการจัดพิมพ์ Visa Sticker
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 กระทรวงการต่างประเทศได้เปิดประมูลจัดพิมพ์แผ่นปะตรวจลงตรา (Visa Sticker) จำนวน 50 ล้านแผ่น วงเงินราคากลาง 250 ล้านบาท หรือเฉลี่ยแผ่นละ 5 บาท
ปรากฏว่าผลการประกวดราคาของ บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด เป็นผู้ชนะ ด้วยวงเงินเพียง 81.5 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 1.63 บาทต่อแผ่น ซึ่งต่ำกว่าราคากลางถึง 168.5 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดราคาที่เสนอจึงต่ำกว่าราคากลางอย่างมาก และราคากลางถูกกำหนดบนสมมติฐานใดกันแน่ หากราคาที่สามารถดำเนินการได้จริงต่ำกว่าราคากลางมากเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องที่ควรได้รับการตรวจสอบถึงกระบวนการกำหนดราคากลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่า ผู้ประกอบการที่เคยรับงานลักษณะเดียวกันมาก่อน ย่อมมีความได้เปรียบทั้งในด้านประสบการณ์ มาตรฐานงาน และความเข้าใจขั้นตอนการประเมิน ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหม่ไม่อยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียม หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่รัดกุมเพียงพออีกด้วย
ประเด็นที่สี่ การจัดพิมพ์ข้อสอบ GAT/PAT
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้ประกาศคัดเลือกบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด เป็นผู้รับจ้างผลิตแบบทดสอบ กระดาษคำตอบ และเอกสารการสอบ GAT/PAT ประจำปี 2563 วงเงินกว่า 16.28 ล้านบาท
ประเด็นที่ทำให้สังคมจับตามองคือ บริษัทเดียวกันเคยเป็นผู้รับจ้างพิมพ์ข้อสอบการสอบข้าราชการท้องถิ่น ของมศว. ซึ่งในเวลาต่อมามีข้อครหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อสอบ แม้ผลการตรวจสอบเบื้องต้นของมหาวิทยาลัยจะยังไม่พบความผิดปกติในกระบวนการจัดทำข้อสอบก็ตาม
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามต่อมาตรฐานการกำหนด TOR การคัดเลือกผู้รับจ้าง และมาตรการรักษาความปลอดภัยของงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญของรัฐ ซึ่งต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการของกฎหมาย

บทสรุปของเรื่องนี้
ประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นข้อเท็จจริงและข้อสังเกตที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่สาธารณะ และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ E-Passport มูลค่ากว่า 8,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวนี้ ไม่ใช่การกล่าวหาว่าเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐได้กระทำความผิด แต่ต้องการสะท้อนข้อกังวลของสังคมที่เห็นว่าประเด็นต่าง ๆ สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อระบบจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว


